สมุนไพรคำฝอย

สมุนไพรคำฝอย

ชื่อพื้นเมืองอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (ลำปาง) คำ (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อวงศ์  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.

ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเกลี้ยง
ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 ซม. ยาวประมาณ 3-15 ซม. เส้นแขนงใบมองเห็นชัดเจน
ดอก เป็นกระจุกที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเกลี้ยง กลีบดอกตอนแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวประมาณ 5-8 ซม. มีสีขาวเหมือนงวงช้าง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน และมีรยางค์ยาว 5 ซม. รวมทั้งมีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา                                     
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยได้นำมาปลูกในภาคเหนือ

การปลูกและขยายพันธุ์                                     
เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคคุณ     
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ ระงับประสาท บำรุงเลือด ขับระดู รักษาอาการบวม แก้ไข้หลังคลอดบุตร รักษาแผลพุพอง ระงับอาการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาไม่ปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับคนที่เป็นอัมพาต ใช้ลดความอ้วนและไขมันในเส้นเลือด
เกสร  รสหวานร้อน บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
เมล็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบหลังการคลอดบุตร นำ้มันเมล็ดคำฝอย รักษาอาการปวดเมื่อยในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต     ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีอาหารให้มีสีเหลืองส้มในอาหารโดยสาร carthamin ในกลีบดอก และใช้ย้อมผ้าได้  

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้
1. ขับประจำเดือน บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น เป็นประจำทุกวัน
2. ลดไขมันในเลือด และแก้ปวดเมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นอาหาร และทาแก้ปวดเมื่อย ไขข้ออักเสบ และอัมพาต เป็นประจำ

ข้อควรทราบ

  • น้ำมันที่่ใช้ในการปรุงอาหารและทานวด ต้องเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน

  • ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้เคลือบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน

  • สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งเชื้อไวรัสได้

 

รูปภาพจาก:doctoroz.com,takenrayong.blogspot.com